วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564
คำพยาการณ์ของท่านพระอาจารย์มั่น ต่อ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
คำพยาการณ์ของท่านพระอาจารย์มั่น ต่อ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
.
ในบรรดาศิษย์รุ่นใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ หลวงปู่ดูจะมีประสบการณ์คล้ายคลึงกับบูรพาจารย์ของท่านมากที่สุดโดยเฉพาะด้านการรู้เห็นติดต่อกับสิ่งลึกลับที่อยู่ต่างภพต่างภูมิมาขอความอนุเคราะห์จากท่าน...ขอสร้างบุญ สร้างกุศล ทำบุญกับท่าน ขอฟังธรรมให้ท่านเทศน์โปรด
.
ความอันนี้ ดูจะเป็นที่สังเกตุและทราบตั้งแต่เมื่อท่านเป็นพระผู้น้อยเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นใหม่ๆ
.
เวลาท่านภาวนา...ทุกคืน ได้เห็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ปรากฏซ้ำคล้ายกันแทบทุกคืน วันหนึ่งอดใจไม่ได้ ก็คลานเข้าไปกราบเรียนถามข้อสงสัย
.
กล่าวคือ ท่านภาวนาเห็น ท่านพระอาจารย์มั่นถือไม้เท้าไปเคาะดูตามกุฏิลูกศิษย์หลังโน้น หลังนี้ทุกคืน ดูๆ แล้วก็กลับ ไม่ทราบว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ไปด้วยเหตุผลกลใด
.
ท่านพระอาจารย์มั่น ฟังแล้วก็นิ่งมองพระน้อยองค์นี้ แทนที่จะตอบคำถาม ท่านก็ปรารภออกมาดังๆ ต่อหน้าพระเณรทุกองค์ว่า
.
“เออ...ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบซิ!”
.
ได้ความว่าระยะนี้ทุกคืน ท่านพระอาจารย์มั่นต้องการจะตรวจดูว่า พระเณรได้มีการทำความเพียรภาวนากันอย่างเต็มที่ สมกับที่เป็นพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ของท่านหรือไม่ หรือจะมีใครง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจภาวนา แอบเป็นจระเข้ ยึดถือหมอนเป็นหลัก หรือมีจิตส่งออก คิดไปในทางไม่ถูก ไม่ควรบ้าง...
.
ท่านจึงต้องคอยไปตรวจดู...! เคาะกุฏิดู...!
.
และความจริง ท่านก็มิได้ออกเดินไปดูจริงๆ... ท่านเพียงแต่ส่งจิตไปดูเท่านั้น...!
.
นับแต่นั้น ท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้ความเมตตาท่านมากขึ้นไม่ว่าจะแนะอุบาย ข้อปฏิบัติให้เช่นไร ท่านก็พยายามทำตามอย่างไม่ลดละ เช่น ควรจะไปอยู่ป่านั้น ถ้ำนั้น ภูเขาลูกนั้น ตำบลนั้น ข่าวว่าลำบากยากแค้นกันดารอย่างไร ท่านจะไม่ลังเลสงสัยอย่างไรเลย ท่านจะตรงไปอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรในป่านั้น ถ้ำนั้น ภูเขาลูกนั้น ตำบลนั้น อย่างไม่หวั่นกลัวหรือหวาดเกรงภัยใดๆ และเมื่อไปแล้วประสบผลอย่างไร มีอุบายพาดำเนินผ่านข้อขัดข้องไปได้เช่นไร ก็จะกลับมาเรียนชี้แจงขอสอบทานความคิดเห็น หรือยังมีปัญหาใดค้างคาอยู่ ก็จะมาเรียนขอให้ท่านอนุเคราะห์ให้ความสว่างแก่ศิษย์
.
ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนนั้น ท่านดูแลขัดเกลานิสัยศิษย์อย่างเอาใจใส่ ทั้งจริตนิสัยภายนอก ทั้งจิตภายในที่จะต้องกล่อมเกลาให้สำรวมระวัง ดูแลทุกข์สุข.... เป็นทั้ง่พ่อ เป็นทั้งแม่ เป็นทั้งครูบา เป็นทั้งอาจารย์ของศิษย์จริงๆ ท่านจึงใช้คำแทนชื่อเรียกว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” หรือเรียก “พ่อแม่ครูจารย์” สั้นๆ
.
ท่านเคารพเชื่อฟังท่านพระอาจารย์มั่นมาก และท่านพระอาจารย์มั่นก็คงจะเฝ้าสังเกตความก้าวหน้าในการบำเพ็ญภาวนาของศิษย์ผู้นี้อยู่ตลอดเวลา วันหนึ่ง ท่านจึงออกปากพยากรณ์...
.
“ไปไกลลิบเลย พระน้อยองค์นี้!”
.
ในประวัติบางแห่ง กล่าวว่า เมื่อหลวงปู่พบท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ในพรรษานั้น ก็ได้จำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น หากเรื่องนี้หลวงปู่ปฏิเสธว่า ท่านไม่เคยจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่นเลย แต่ออกพรรษาแล้ว เมื่อมีโอกาสครั้งใด ท่านก็จะกลับมากราบครูบาอาจารย์ของท่านเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องการอุบายธรรมที่จะส่งเสริมการปฏิบัติให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
.
อันที่จริง บางครั้ง บางเวลา ที่ท่านไปอยู่โดดเดี่ยวในกลางป่าดงพงลึก หรือในถ้ำอันลี้ลับ บนยอดเขาสูง หากการภาวนาเกิดติดขัดอย่างไร ท่านพระอาจารย์มั่นก็จะไปปรากฏร่างในนิมิตภาวนาแสดงบอกอุบายวิธีแก้ไข อาจจะเป็นโดยย่อ เพียงให้ท่านได้อุบายใช้สติปัญญาของตนเองคิดแยกแยะให้กว้างขวาง แตกฉานออกไป หรืออาจจะเป็นธรรมโดยละเอียดที่ควรแจกแจงให้พิสดารออกไป จนแจ่มแจ้งก็ได้ โดยที่หลวงปู่มีนิสัยในทาง ออกรู้ สิ่งต่างๆ ดีอยู่แล้วจึงสามารถมีทางรับรู้ธรรมจากครูบาอาจารย์ทางนิมิตภาวนาได้เป็นอย่างดี
.
แต่ถึงท่านจะมีโอกาส รับฟัง ธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นได้ในทางนิมิตภาวนาง่ายกว่าศิษย์คนอื่น ท่านก็ยังปรารถนาหาโอกาสกลับมากราบองค์จริงอยู่บ่อยๆ
.
คืนหนึ่ง ท่านไปทำความเพียรอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่นักท่านเล่าว่า คืนวันนั้น จิตสงบภาวนาได้ดีมาก แต่ใจหนึ่งก็สงสารสังขาร คิดจะให้ได้พักผ่อนสักหน่อย เพราะท่านใช้เวลาภาวนาติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว พอตกลงใจคิดเอนหลังลงจะนอน ก็ได้ยินเสียงดังลั่นเหมือนเสียงฟ้าผ่า เสียงนั้นดังสนั่นมากจนท่านประหลาดใจ คิดว่า พรุ่งนี้จะหาโอกาสไปกราบเรียนถามท่านอาจารย์
.
พอไปถึงวัดท่านพระอาจารย์มั่น เห็นเสื่อปูรอไว้แล้ว พร้อมทั้งมีขวดน้ำแก้วน้ำตั้งรอรับเสร็จสรรพ ท่านก็ก้มลงกราบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ยังไม่ทันจะเปิดปากถามเลย ท่านพระอาจารย์มั่นก็กล่าวออกมาดังๆ ว่า
.
“อ้ายคนเราน่ะนะ ถ้าจะภาวนาได้ดีแล้ว พอนึกง่วงนอนจะนอนแล้ว จะเกิดเสียงดังยังกับฟ้าผ่า!”
.
ท่านได้ก็เลยไม่ถามอะไรสักคำ กราบลาแล้วก็กลับไป...!
.
#ที่มา : ชีวประวัติ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
จิตหลุดพ้น (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
อาตมาบอกไว้เท่านั้นว่า ให้มีสติคุมดวงจิต
สัตว์นรกก็แม่นจิต สัตว์อเวจีก็แม่นจิต
พระอินทร์พระพรหมก็แม่นจิต
ที่เข้าพระนิพพานก็แม่นจิต ไม่ใช่ใคร
จิตไม่มีตนมีตัว จิตเหมือนวอก นี่แหละ
แล้วแต่มันจะไป บังคับบัญชามันไม่ได้
แล้วแต่มันจะปรุงจะแต่ง บอกไม่ได้ ไหว้ไม่ฟัง
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าให้วางมันเสีย อย่าไปยึดถือมัน
ก็จิตนั่นแหละมันถือว่าตัวกู อยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี
เราถือว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิง
ก็แม่นจิตนั่นแหละเป็นผู้ว่า มันไม่มีตนมีตัวดอก
แล้วพระพุทธเจ้าว่าให้วางเสีย ให้ดับวิญญาณเสีย
ครั้นดับวิญญาณแล้ว ไม่ไปก่อภพก่อชาติอีก
ก็นั่นแหละพระนิพพานแหละ แน่ะ
พระพุทธเจ้าบอกอย่างนั้น มันไม่อยู่ที่อื่น
นรกมันก็อยู่นี่ พระนิพพานก็อยู่นี่ อย่าไปค้นที่อื่น
อย่าไปพิจารณาที่อื่น ให้ค้นที่สกนธ์กายของตน
ให้มันเห็นเป็นอสุภะอสุภัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล
ให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายมันนั่นแหละ
แต่กี้มันเห็นว่า เป็นของสวยของงามของดี
ดวงจิตนั่นเมื่อมีสติควบคุม มีสัมปชัญญะ
ค้นหาเหตุผล ใคร่ครวญอยู่
มันเลยรู้เห็นว่า อัตตภาพร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล
ของเน่าเปื่อยผุพัง แล้วมันจะเกิดนิพพิทา
ความเบื่อหน่าย จิตนั่นแหละเบื่อหน่าย
จิตเบื่อหน่าย จิตไม่ยึดมั่นแล้ว เรียกว่า
จิตหลุดพ้น ถึงวิมุตติ ..วิมุตติ คือ
ความหลุดพ้นจากความยึดถือ หลุดพ้นจากอุปาทาน
ความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากภพจากชาติ.
หลวงปู่ขาว อนาลโย
สุข ทุกข์ (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
"ทั้งอารมณ์ที่ชอบใจ
ไม่ชอบใจ ทั้งสุข ทั้งทุกข์นั้น...
ให้เราเห็นว่า...
มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่แน่นอน
สุข ก็ให้สุขไป
ทุกข์ ก็ให้ทุกข์ไป อย่า...ไปยึดมั่นถือมั่น
ให้รู้ตามมันเสียว่า...
มันเป็นของมัน อยู่...อย่างนั้น
ถ้าเรารู้ว่า...
มันเป็นของมัน อยู่...อย่างนั้นแล้ว
-สุข มันก็ทนอยู่ได้
-ทุกข์ มันก็ทนอยู่ได้
มันไม่ลืมตัว หลงตัว."
---------------------------------------------------------------------
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่พง
ผลจากการละสักกายทิฎฐิ (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
#หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
🍀เมื่อบุคคลตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 ประชุมลงในขณะจิตอันเดียวได้แล้วชื่อว่า เป็นผู้ละสักกายทิฏฐิ เมื่อบุคคลใดมาเข่นฆ่า ซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตนลงเสียได้แล้ว ก็จะพึงเป็นบุคคลผู้ข้ามมฤตยูความตายเสียได้ เอวํ โลกํ อเวกขนตํ มจจุราชา น ปสสติ
🍀เมื่อบุคคลมาเห็นซึ่งโลกทั้งหลาย คือขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก โดยความเป็นของสูญ สังหารอัตตานุทิฏฐิลงเสียได้อย่างนี้ มฤตยุราช คือความตายย่อมไม่เห็น เพราะบุคคลผู้นั้นพ้นสัตว์วิสัยเสียแล้ว มัจจุราชย่อมไม่เห็นซึ่งผู้นั้น ผู้นั้นย่อมถึงพระนิพพานธรรมอันเป็นวิสัยแห่งมฤตยูราช ล่วงวิสัยมฤตยูราชเสียได้ด้วยประการฉะนี้ฯ
การทำบุญ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
"...เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้วางระเบียบลงไว้
แนะให้พุทธบริษัทนั้นทำบุญอุทิศให้แก่ญาติผู้วายชนม์
ในโอกาสอันควร เนื่องจากว่าเรามีคุณต่อกัน ดังที่ว่ามา
นั้นแหละ เผื่อว่าญาติของเรานั้นไปตกทุกข์ได้ยากอยู่
เราได้ทำบุญกุศลอุทิศไป เผื่อว่าญาติพี่น้องรับรู้ได้
อนุโมทนาด้วย เขาจะได้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป นี่ก็เป็น
การตอบแทนบุญคุณผู้มีอุปการะทั้งหลายที่ล่วงลับไป
แล้วนั้นแหละ ที่นี่เราทุกคนขอให้พากันรู้ไว้ อย่าไปคอย
ให้แต่ผู้อื่นทำบุญอุทิศให้อย่างเดียว
บัดนี้ควรพากันเตือนตนไว้ โบราณท่านว่า คอยรับอะไร
จากคนอื่นนี้ เหมือนกับฝากไข่ไว้กับกานั่นแหละ มันเป็น
ของไม่แน่นอนจริง เผื่อว่าลูกหลานญาติมิตรเกิดยากจน
ข้นแค้นมา ไม่มีเงินอะไรมาอุทิศให้แก่ญาติผู้วายชนม์ไป
มันก็ไม่ได้แล้ว บางทีลูกหลานญาติมิตรเกิดมิจฉาทิฏฐิ
ขึ้นมา มองไม่เห็นคุณพ่อคุณแม่ คุณน้าคุณป้า คุณอาหมู่
นี้ เขาก็ไม่ทำบุญอุทิศให้ เช่นนี้ก็แล้วแหละ ผู้ตายไปก็
ไม่ได้รับส่วนบุญไปเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีชีวิตอยู่นี้ เราควรหาโอกาสทำ
เอาซะ ทำเอง หมายความว่า การทำบุญนี้เราสั่งสม
ทรัพย์ภายใน คือสั่งสมบุญกุศลไว้ในจิตใจของตนให้
เต็มความสามารถ อย่าให้ใจหมุนไปทางบาปอกุศล..."
#ที่มา หนังสือ ๑๐๐ ปี ชาตกาล หน้า ๑๙๘ - ๑๙๙
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย
การเกิดเป็นมนุษย์ (หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ)
" การเกิดเป็นมนุษย์นี้
ยากมาก คนที่มาเกิดต้อง
รอคิวกัน ไม่ใช่ใครมาก่อน
ไปก่อน ใครมีบุญแซงเลย
คนไม่มีบุญต้องดิ้นรน
แสวงหาบุญ เป็นสัมภเวสี
ให้คนอุทิศส่วนกุศลให้
ดิ้นรนกันเพื่อมาเกิด
การเกิดเป็นมนุษย์นี่ยาก
ต้องมีบุญเก่าที่สร้างมา "
โอวาทธรรม
หลวงปู่ทิวา อาภากโร
***********************
" จะรอวันก่อนไม่ได้
มีชีวิตอยู่ให้รีบทำความดี
ให้เป็นอุปนิสัย
ต่อไปบุญที่สั่งสมอบรมไว้
ดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
แก่กว่านี้ ก็ลำบากกว่านี้
เจ็บก็ลำบาก ตายยิ่งแย่ใหญ่
พวกเราจะไปภาวนาเวลา
ไหน ถ้าไม่เอาเวลาที่มัน
สบายอยู่ตอนนี้ ตายไป
ก็หมดสิทธิ์ในสมบัติโลก "
โอวาทธรรม
หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ
เกิดมาทำไม? (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต)
เกิดมาทำไม?
"มีผู้หญิงคนหนึ่ง ถามคำถามกับหลวงปู่หล้าว่า
ตัวเองเกิดมาทำไม ?
เกิดมาเพื่ออะไร อะไรนำพาให้เกิด
เกิดมาแล้วมีแต่ทุกข์
ทำไม คนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป ?
หลวงปู่ตอบว่า
คำว่า เกิดมาทำไม
ตอบว่า เพราะกรรมทำให้เกิด
เกิดมาเพื่ออะไร
ตอบว่า เกิดมาเพื่อสร้างบารมี หนีจากความหลง
ของเจ้าตัวที่เคยหลงมา
ถามว่า อะไรนำมาให้เกิด
ตอบว่า อวิชชาความโง่ๆ พาให้เกิด
อวิชชาแบ่งเป็นสี่
๑.ไม่รู้ทุกข์
๒.ไม่รู้ทุกขสมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิด
๓.ไม่รู้ทุกขนิโรธ คือ ความดับแห่งทุกข์
๔.ไม่รู้ทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์
เพิ่มทุกข์เข้าอีก
๕.ไม่รู้จักอดีต
๖.ไม่รู้จักอนาคต
๗.ไม่รู้ทั้งอดีต ทั้งอนาคต โยงใส่กัน
๘.ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท
คือ ลูกโซ่ที่เกี่ยวคล้องเป็นสาย มันเป็นบ่วงวงกลมคล้องคอจิตใจเราอยู่ อวิชชา ๘ ก็ว่า
คำว่า อวิชชา แปลว่า ไม่ใช่ วิชชา
ถ้าแปลให้เข้าใจง่าย ก็คือ ความโง่ ความหลง
ของเรา แต่ละท่านๆนั่นเอง
ถ้าจะอธิบายในเรื่องนี้ให้พิศดาร ก็ต้องยาวเหยียดมาก จะอย่างไรก็ตาม เราไม่ต้องอธิบายยาวเหยียด
ทำไม ? คนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป
ตอบว่า เพราะกรรมบันดาล ยังไม่เห็นทุกข์ในโลกพอ เพราะมีความหวังในโลกอยู่
เพราะเข้าใจว่า มันพอใช้สอยอยู่
ถ้าจะตอบให้ถึงที่แล้ว ก็คือ บารมียังอ่อนอยู่นั่นเอง
เมื่อผู้อธิษฐานขอเกิด
ก็แปลว่า มีความพอใจยินดีในการเกิด
ส่วนเป้าหมายในการเกิดแตกต่างออกไปตามเจตนา ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคน ข้อนี้ ก็จริงอยู่
แต่บางท่านอยากเกิดอีก เพื่อสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจก หรือพระอรหันขีณาสพสาวก หรือสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆไป จำพวกที่ต้องการแบบนี้ คือ...
ต้องการไปทางโลกุตรกุศล
จำพวกหนึ่งนั้น...
ต้องการเกิดมาเป็นเศษฐีกฎุมพี ปรารถนาในโลกีย์ยุ่งเหยิงอยู่ บางจำพวกต้องการปรารถนา เกิดอีก...
เพื่อต้องการเสวยกามารมณ์ล้วนๆ บางจำพวกต้องการมาสนองเวร สนองภัยกับผู้อื่นที่อาฆาต
จองเวร ผูกใจเจ็บไว้
สรุป ความปรารถนาทั้งหลาย
มันก็เป็นไปตามกรรม และผลของกรรมอีกละ
ถ้าหากว่า
จิตยอมรับด้วยจิตเองว่า การเกิดเป็นทุกข์
ไม่ปรารถนาที่จะเกิดอีก พูดมาถึงตรงนี้ ก็ตีความหมายว่า เป็นเพียงความคิดไม่อยากเกิด เพราะ...
มันทุกข์ ก็อดจะทอดถอนใจไม่ได้ว่า
เป็นความคิดที่วิ่งวนตัวตัณหาเสียอีกแล้วกระมัง ตอบข้อนี้ว่า มันไม่เป็นตัณหาดอก
และไม่กลายเป็นทุกข์ ซ้อนทุกข์ โดยไม่รู้ตัวดอก พระบรมศาสดาและพระอริยสาวก
ผู้ที่สร้างบารมีแก่กล้าแล้ว ก็ต้องยืนยันอย่างนั้น
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว...
การประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มีความหมาย
ใน...คิวสุดท้าย."
_____________________________________________
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี จ.มุกดาหาร
การมองคน (หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค)
"จงอย่าตัดสิน หรือหมิ่นบุคคล แค่เพียงดูแต่เครื่องแบบภายนอก ที่อยู่ในเพศฆราวาส พลาดพลั้ง อาจจะยังให้ลงสู่มหานรก โดยไม่รู้ตัว!!"
....คำเทศน์สอน ของท่านหลวงพ่อปาน โสนันโท องค์พระสุปฏิปัณโณพระอริยสงฆเจ้า องค์ผู้เป็นองค์ครูบาอาจารย์ แห่งท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
"....อย่าลืมนะว่า อันอภิญญาโลกียวิสัยนั้น ยังสามารถมีผัว มีเมียได้นะ ไม่ใช่ว่านักเจริญพระกรรมฐาน จะต้องเลิกจากผัว จะต้องเลิกจากเมีย มันไม่ใช่อย่างนั้น!!
...ถ้าเรื่องของศีลเขาไม่ขาดละก็ เขาทำของเขาได้ นับแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี เขายังครองเรือนได้ ยังมีลูกเต้าได้.."
"....แต่สำหรับพระอนาคามีเท่านั้นแหละ ถึงแม้จะอยู่บ้าน ก็อยู่อย่างไม่มีความหมาย เพราะความรู้สึกทางเพศไม่มี นี่ส่วนที่เป็นฆราวาส อย่าว่าแต่โลกียเลย แม้แต่พวกที่ได้โลกุตตระ คือเป็นพระอริยเจ้า ยังอยู่ได้ ถึงพระอนาคามี..."
"....นี่บรรดาลูกหลานทั้งหลายที่ฟัง อาจจะสงสัยว่า คนที่ได้ฌานโลกียะ ได้กสิณ ได้อภิญญาแล้ว ทำไมจะมามีลูกมีเมียเป็นฆราวาสอยู่...ทำไมไม่ออกบวช....
เรื่องของการบวชนั้นเป็นเรื่องของสมณวิสัย มันคนละเรื่องกัน..ฉันว่ามีความจำเป็นน้อย คนที่เป็นชาวบ้านจะทำความดีนี่ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นพระ!! เครื่องแบบชาวบ้านก็ทำความดีได้!!
...แต่งกายแบบชาวบ้านก็สามารถเป็นพระอริยเจ้าได้!!
อย่าว่าแต่แค่ฌานโลกียวิสัยเลย...ที่ใส่เครื่องแบบฆราวาสที่เป็นอริยเจ้าก็มีอยู่ถมเถไป..."
".......สมัยเมื่อพระพุทธองค์ยังมีพระชนมชีพอยู่ พระภิกษุไปเจริญพระกรรมฐานอยู่ในป่าทึบ มีความอดอยาก บางวันท่านคิดว่า พรุ่งนี้ถ้าเราได้กินข้าวต้มสักนิดก็จะดี
...ก็ปรากฏว่ามีโยมผู้หญิงคนหนึ่งได้นำข้าวต้มมาถวายแต่เช้า
...บางวันท่านคิดว่า...พรุ่งนี้มีอะไรสักหน่อยหนึ่ง ที่ท่านชอบได้ขบฉันสักหน่อยก็จะดี
ปรากฏว่าโยมสตรีนั้น ก็นำมาถวายให้แต่เช้า!!
...พระท่านก็สงสัย ถามโยมแก แกก็ไม่ตอบ.."
".......ต่อมาเมื่อกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ก็ได้ถามข้อสงสัยกับพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ ได้ทรงตอบว่า...นางผู้นั้นได้สำเร็จ
"อนาคามีผล"
..เป็นพระอริยบุคคลแล้วและก็เป็นขั้นปฏิสัมภิทาญาณ เสียด้วย (จึงได้เจโตปริยญาณ รู้ใจภิกษุรูปนั้น)...."
".....นี่จะว่าพระจะดีกว่าฆราวาสเสมอไปไม่แน่นักนะ!!
...นั่นพระยังเป็นโลกียชน แล้วคนๆนั้นเขาเป็นพระอริยเจ้าขั้น "อนาคามีบุคคล" เชียวละ พระทันเขาที่ไหน!?....ฯลฯ..."
พระวิสุทธิธรรม หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
นิโรธน้อม นิโรธสมมติ นิโรธบัญญัติ นิโรธสังขาร นิโรธหลง...! (หลวงปู่มั่น)
นิโรธน้อม นิโรธสมมติ นิโรธบัญญัติ นิโรธสังขาร นิโรธหลง...!
.พระอาจารมั่น ภูริทัตตะมหาเถระ ได้เคยเล่าเรื่องการเข้านิโรธของพระอาจารย์ลูกศิษย์ท่านองค์หนึ่งให้ฟัง ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่จำพรรษากับท่าน ท่านได้ประกาศให้บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายทราบทุกๆ องค์ว่า
.“ท่าน... จากกันไปนาน การภาวนาเป็นอย่างไรบ้าง ดีหรือไม่”
.ท่านอาจารย์องค์นั้นตอบถวายท่านพระอาจารย์มั่นว่า “กระผมเข้านิโรธอยู่เสมอๆ”
.“เข้าอย่างไร?”
.“น้อมจิต เข้าสู่นิโรธ”
.ท่านพระอาจารย์มั่น ย้อนถามว่า “น้อมจิตเข้านิโรธ น้อมจิตอย่างไร”
.ก็ตอบว่า “น้อมจิตเข้านิโรธ ก็คือ ทำจิตให้สงบแล้วนิ่งอยู่โดยไม่ให้จิตนั้นนึกคิดไปอย่างไร ให้สงบและทรงอยู่อย่างนั้น”
.“แล้วเป็นอย่างไร เข้าไปแล้วเป็นยังไง” ท่านพระอาจารย์มั่นซักถาม่
.“มันสบาย ไม่มีทุกขเวทนา”
.ท่านพระอาจารย์มั่นถามว่า “เวลาถอน เป็นอย่างไร”
.ท่านพระอาจารย์องค์นั้นตอบว่า “เวลาถอนก็สบายทำให้กายและจิตเบา”
.“กิเลสเป็นอย่างไร”
.“กิเลสก็สงบอยู่เป็นธรรมดา แต่บางครั้งก็มีกำเริบขึ้น”
.พอถึงตอนนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้ประกาศเรื่องนิโรธให้บรรดาสานุศิษย์ทราบทั่วกันว่า
.“นิโรธแบบนี้ นิโรธสมมติ นิโรธบัญญัติ เพราะเป็นนิโรธที่น้อมเข้าเอง ไม่มีตัวอย่างว่าพระอริยเจ้าน้อมจิตเข้านิโรธได้ ใครจะไปน้อมจิตเข้าได้ เมื่อจิตยังหยาบอยู่ จะไปน้อมจิตเข้าไปสู่นิโรธที่ละเอียดไม่ได้ เหมือนกับบุคคลที่ไล่ช้างเข้ารูปู ใครเล่าจะไล่เข้าได้ รูปูมันรูเล็กๆ หรือเหมือนกับบุคคลที่เอาเชือกเส้นใหญ่จะไปแหย่ร้อยเข้ารูเข็ม มันจะร้อยเข้าไปได้ไหม...? เพราะนิโรธเป็นของละเอียด จิตที่ยังหยาบอยู่จะไปน้อมเข้าสู่นิโรธไม่ได้ เป็นแต่นิโรธน้อม นิโรธสมมติ นิโรธบัญญัติ นิโรธสังขาร นิโรธหลง...!”
.แล้วท่านก็เลยอธิบาย เรื่องนิโรธต่อไปว่า
.“นิโรธะ” แปลว่า ความดับ คือ ดับทุกข์ ดับเหตุ ดับปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ทั้งหลาย ดับอวิชชา ดับตัณหานั่นเอง จึงเรียกว่า เป็นนิโรธ อย่าไปถือว่าเอาจิตที่ไปรวมลงสู่ภวังค์ หรือฐีติจิต จิตเดิม เป็นนิโรธ มันไม่ได้ ท่านว่า
.จิตชนิดนั้นถ้าขาดสติปัญญาพิจารณาทางวิปัสสนาแล้ว ก็ยังไม่ขาดจากสังโยชน์ ยังมีสังโยชน์ครอบคลุมอยู่ เมื่อถอนออกมาก็เป็นจิตธรรมดา เมือกระทบกับอารมณ์ต่างๆ นานเข้า ก็เป็นจิตที่ฟุ้งซ่านและเสื่อมจากความสงบหรือความรวมชนิดนั้น
.ท่านพระอาจารย์มั่นได้ประกาศให้ทราบว่า
.“ผมก็เลยไปพิจารณาดูนิโรธพระอริยเจ้าดูแล้วได้ความว่า นิโรธ แปลว่าความดับ ดับเหตุ ดับปัจจัย ที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งหลาย คือ ทำตัณหาให้สิ้นไป ดับตัณหาโดยไม่ให้เหลือ ความละตัณหา ความวางตัณหา ความปล่อยตัณหา ความสละ สลัด ตัด ขาด จากตัณหา นี้ จึงเรียกว่า “นิโรธ”
.นี่เป็นนิโรธ ของพระอริยเจ้า...ท่านว่า
.นิโรธของพระอริยเจ้านั้นเป็น “อกาลิโก” ความเป็นนิโรธ การดับทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลา ไม่เหมือน “นิโรธ” ของพวกฤๅษีไพรภายนอกศาสนา ส่วนนิโรธของพวกฤๅษีชีไพรภายนอกศาสนานั้น มีความมุ่งหมายเฉพาะ อยากแต่จะให้จิตของตนรวมอย่างเดียว สงบอยู่อย่างเดียว วางอารมณ์อย่างเดียว เมื่อจิตถอนจากอารมณ์แล้ว ก็ไม่นึกน้อมเข้ามาพิจารณาให้รู้เห็นสัจธรรม คือ ให้รู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ยินดีเฉพาะแต่จิตสงบหรือรวมอยู่เท่านั้น ว่าเป็นที่สุดของทุกข์เมื่อจิตถอนก็ยินดี เอื้อเฟื้อ อาลัยในจิตที่รวมแล้วก็เลยส่งจิตของตนให้ยึดในเรื่องอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง ส่วนกิเลสตัณหานั้นยังมีอยู่ ยังเป็นอาสวะนอนนิ่งอยู่ภายในหัวใจ
.ท่านอธิบายถึงนิโรธของพระพุทธเจ้า และพระอริยเจ้าต่อไปว่า
.นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ของพระอริยเจ้านั้น ต้องเดินตามมัชฌิมาปฏิปทา... ทางสายกลาง คือ ความเห็นชอบ ดำริชอบ วาจาชอบ ตั้งใจไว้ชอบ ... นี่จึงจะถึงนิโรธความดับทุกข์ ดับเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธของพระอริยเจ้านั้นเป็นนิโรธอยู่ตลอดกาลเวลา ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลานั้นจึงจะเข้านิโรธ กาลนี้จึงจะออกนิโรธ ไม่เหมือนนิโรธของพวกฤๅษีชีไพรภายนอกพระพุทธศาสนา
.นี่เป็นคำสอนของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตตะมหาเถระ ที่แสดงไว้ ข้าพเจ้าจำความนั้นได้
.• พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ •
#ที่มา กุลเชฏฐาภิวาท
ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่ตาย (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
"ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่ตาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
"ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่ตาย"
" .. ก็นึกขำเหมือนกันนะ มนุษย์เราทั้งหลาย "เมื่อจะตายแล้วก็โศกเศร้า" วุ่นวาย นั่งร้องไห้ เสียใจ สารพัดอย่าง "หลงไปสิโยม .. ม้นหลงนะ .. พอคนตายก็ร้อง ไห้พิไรรำพัน" แต่ไหนแต่ไรมาไม่ค่อยได้พิจารณาให้ชัดแจ้งนะ ความเป็นจริงแล้ว อาตมาขอโอกาสด้วยนะ "อาตมาเห็นว่า ถ้าจะร้องไห้กับคนตายนะ ร้องไห้กับคนที่เกิดมาดีกว่า"
แต่มันกลับกันเสีย "ถ้าคนเกิดมาแล้ว โยมทั้งหลายก็ห้วเราะดีอกดีใจกันชื่นบาน" ความเป็นจริง "เกิดนั่นละคือตาย ตายนั่นละคือเกิด" ด้นก็คือปลาย ปลายก็คือด้น เราไม่รู้จัก ถึงเวลา "จวนจะตายหรือตายแล้ว ก็ร้องไห้กัน นี่คือคนโง่" ถ้าจะร้องไห้อย่างนั่นมาแต่ด้นก็ยังจะดีนะ "เมื่อเกิดมาก็ร้องไห้กันเสียเถอะ" ดูให้ดีชิ "ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่ตาย" เข้าใจไหม .. "
"พระธรรมเทศนา"
หลวงปู่ชา สุภัทโท
ไม่ต้องนั่งสมาธิให้เสียเวลาทำงาน (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
-ไม่ต้องนั่งสมาธิให้เสียเวลาทำงาน-
การฝึกสมาธินี่ ฝึกสติลูกเดียว
เรื่องชีวิตประจำวันนี่มี ยืน เดิน นั่ง
นอน ดื่ม ทำ พูด คิด ฝึกสติให้ตามรู้สิ่งเหล่านี้
ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ไม่ต้องไปนั่งสมาธิ
ให้เสียเวลาทำงาน เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นอารมณ์สมาธิทั้งนั้น
หลักก็อยู่ตรงที่ว่า เราทำก็ให้มีสติ
พูดให้มีสติ คิดให้มีสติ รับประทาน ดื่ม
ทำอะไรต่างๆ ให้มีสติ เป็นสมาธิทั้งสิ้น
นอนลงไป จิตมันคิดอะไร ถ้าจิตมันอยู่ว่างๆ
ปล่อยให้มันว่างไป ถ้ามันคิดปล่อยให้มันคิดไป
ปล่อยให้คิดไปเลย อย่าไปห้ามมัน
ถ้าสมมติว่าเราสงสัยว่าปัญหานี้เราจะแก้
อย่างไร พอมันเกิดความคิดขึ้นมาอย่างนี้
มันเกิดมีปัญหาถามตัวเองว่า เราจะแก้อย่างไร
ทิ้งมันไว้นั่น อย่าไปคิดหาทางแก้ แต่เมื่อนอน
ลงไปแล้ว จิตมันคิดอะไร ปล่อยๆๆๆ ไป
พอไปถึงจังหวะที่มันจะแก้ได้ มันหยุดกึ๊กลง
ว่าง พอไหวตัวพั๊บ อ้อ! สิ่งนี้ต้องทำอย่างนี้
เรื่องชีวิตประจำวันทั้งหมดนี่เป็นอารมณ์สมาธิ
แล้วเราจะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร
สติตัวเดียว ทำ พูด คิด ฯลฯ ให้รู้ตัวอยู่
ตลอดเวลา ในตอนแรกๆ อาจจะสับสนวุ่นวาย
แต่เราพยายามฝึกให้คล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว
มันจะเป็นอัตโนมัติไปหมดเลย เรื่องได้สมาธิ
ขั้นใด ตอนใด อย่าไปสนใจ เอาสติตัวเดียวเท่านั้น
ทำงานอะไรต่างๆ นี้ เป็นอารมณ์สมาธิทั้งนั้น
ขอให้เรามีสติลูกเดียว...
#ท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ
(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
เมตตา (สมเด็จพระญาณสังวร)
" ศีลเกิดแต่เมตตา
เมตตาเกิดกับศีล ทั้งสอง
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ศีลของผู้ใดบกพร่อง เมตตา
ของผู้นั้น ก็บกพร่องด้วย
บกพร่องทั้งเมตตาตนเอง
และบกพร่องทั้งเมตตาผู้อื่น
อันเมตตาตนเองกับเมตตา
ผู้อื่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แยกจากกันไม่ได้ การ
ไม่เมตตาผู้อื่น ก็เป็นการ
ไม่เมตตาตนไปพร้อมกัน
พึงคิดถึงสัจจะประการหนึ่ง
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้
คือ “ทำดีจักได้ดี ทำชั่ว
จักได้ชั่ว ผู้ใดทำกรรมใดไว้
จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”
เมื่อเบียดเบียนเขา เราเอง
นั่นก็จะต้องได้รับผลนั้น
เมื่อไม่เมตตาเขา เราเอง
นั่นก็จะต้องได้รับผลนั้น.."
พระโอวาทธรรม
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร
ดูตัวเองให้มาก ๆ (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
หลวงปู่ชา สุภัทโท สอนคนที่ชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่นว่า ..
อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น
ภาวนามากๆ ดูตัวเองมาก ๆ
หลวงปู่บอกว่า ..
"ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90% ดูตัวเองแค่ 10%"
คือ คอยดูแต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น
คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น
กลับเสียใหม่นะ
ดูคนอื่นเหลือไว้ 10%
ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น
คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร
เพื่อเอามาสอนตัวเองนั้นแหละ
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90%
จึงเรียกว่าปฎิบัติธรรมอยู่
ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา
ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม
มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย
เราต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มาก ๆ
เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10
เห็นความผิดของตนเอง ให้คูณด้วย 10
จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม
เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมาก ๆ
และตำหนิติเตียนตัวเองมาก ๆ
แต่ถึงอย่างไร ๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั้นแหละ
พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฎิบัติของคนอื่น
ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั้นแหละมาก ๆ ....
คนมีบุญ
| คนมีบุญ |
ได้ยินคนพูดถึงบุญกันบ่อยๆ
เท่าที่สังเกต คนที่ทำทานมาก
อาจไม่ใช่คนที่มีบุญมากเสมอไป
สำหรับตนเองแล้ว
คนมีบุญมาก คือคนที่สบายใจ
ง่าย ทุกข์ใจยาก คนที่สามารถ
จ่ายค่าอาหารในร้านดีๆ แต่ยัง
ปล่อยให้ตัวเองหงุดหงิดกับ
บริการ หรืออะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ
อาจเรียกได้ว่าเป็นคนมีสตางค์
แต่ยังไม่ใช่คนมีบุญ
คนมีบุญจริงๆ มักจะอยู่ง่าย
กินง่าย ปรับตัวได้ง่าย ไม่ค่อย
ถือสาอะไรมากมายให้เป็นทุกข์
เพราะคนที่มีบุญจริงๆ มักไม่
ค่อยถือตัวถือตน ไม่คิดว่าตน
เองพิเศษอะไรกว่าใคร
ในทางตรงกันข้าม เขาจะรู้สึก
ขอบคุณเวลาที่ใครทำอะไรให้
ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
จนรู้สึกว่าตนเป็นคนโชคดี
แม้ถึงคราวที่ต้องประสบกับ
เหตุการณ์ที่ไม่ดี ก็ยังเห็นเป็น
บทเรียน หรือยังพอเห็นด้านดีได้อยู่
คนมีบุญ ไม่จำเป็นต้องมีอะไร
เพียบพร้อม หรือดีพร้อม
ถึงกระนั้น เขาไม่รู้สึกต่ำกว่าหรือ
สูงกว่าใคร ดีกว่าใครหรือ
เลวกว่าใคร ฉลาดกว่าใครหรือ
โง่กว่าใคร
เพราะเขาให้เกียรติทุกคน
รวมทั้งตนเอง จึงไม่นำตนเอง
ไปเปรียบเทียบกับใคร หรือนำ
ใครมาเปรียบเทียบกับตนเอง
เขายินดีรับฟังคำแนะนำจาก
ผู้อื่น โดยไม่หลงเป็นเหยื่อคำ
สรรเสริญ และนินทา
คนมีบุญ มองไปที่ไหน ได้ยิน
อะไรก็สบายอกสบายใจ เพราะ
เข้าใจความเป็นเช่นนั้นเองของ
ทุกๆ ชีวิต
เห็นคนได้ดี ก็รู้ว่าเขาคงเคย
ทำสิ่งดีๆ มา เห็นคนลำบากที่
พอช่วยเหลือได้ ก็ช่วยไปตาม
กำลัง อะไรที่เกินกำลัง ก็ไม่
ปล่อยให้ตนเองว้าวุ่น กังวล
ทุกข์ร้อนใจ
บุญอย่างที่ว่านี้ เป็นทักษะที่
เราสามารถฝึกฝนอบรมตนเองได้
.
ข้อคิดธรรมะโดย
พระจิตร์ ตัณฑเสถียร
วัดป่าธรรมอุทยาน จ.ขอนแก่น
ความสงบ
"คนทั้งโลก จะให้เขามาพูดถูกใจเรา มีไหม?
จะมาทำถูกใจ เราทุกคน มีไหม?
ไม่มี เมื่อไม่มี เราก็เป็นทุกข์ อยู่ตลอดเวลา
ถ้าเราไม่มีการ ปล่อยวาง
เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง เราจะหาความสงบว่า
คุณต้องทำให้ถูกใจฉัน ฉันจึงจะสงบ
ถ้าไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่สงบ คนๆ นี้
เกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ก็ไม่มีความสงบ
เพราะคนหลายคน ใครจะมาพูดให้เราถูกใจ
เราทุกคน ใครจะมาทำให้ดี ทุกคน มันไม่มีหรอก"
-:-หลวงปู่ชา สุภัทโท-:-