วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ลัดทีเดียวตรงจุด - พุทธทาสภิกขุ



 #ลัดทีเดียวตรงจุด

...นึกถึงที่ว่า คนแก่ๆคนหนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า คุยกันชั่วโมงเดียวเป็นพระอรหันต์ด้วยเรื่องอะไร; 

ไม่เคยฟังเรื่องขันธ์ห้า เรื่องไตรสิกขา เรื่องเบญจขันธ์ เรื่องอะไรไม่เคยฟัง ไม่เคยพูดกันอย่างยืดเยื้อ, 

เขาพูดเรื่องอะไร แล้วมันตรงจุดอะไร คนเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ได้ตรงที่นั้นเอง; ก็แปลว่าคนพวกนี้ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสที่จะมาบ้าวรรณคดี บ้าอักษรศาสตร์บ้าคัมภีร์ที่เรียกว่าคัมภีร์เหมือนพวกเรา. 

.

เขาลัดทีเดียวตรงจุดคือเห็นว่า ทำอย่างนั้นเป็นตัวกู - ของกู,ทำอย่างนี้เป็นอุปาทาน ทำอย่างนั้นไม่เป็นอะไรนี่ แล้วมันเศร้า หรือมันสังเวช หรือมันอะไร ต่ออุปาทานต่อกิเลสขึ้นมาทันที จนจิตใจมันวูบวาบลึกซึ้งหมดไปเลย ไม่มีส่วนที่จะไปหลงใหลอย่างนั้นได้อีก มันก็เป็นพระอรหันต์ก็พอแล้ว 

ไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ที่แตกฉาน ในวิชาความรู้อักษรศาสตร์ ศิลปะหรืออะไรก็ได้ เพราะมันพอเกินพอ,พอให้รู้ความที่กิเลสหมดไปจริง ๆ, แล้วพูดไปตามความรู้สึกนั้น ทุกคำ พูดแท้เป็นทองคำเลย. 

.

เดี๋ยวนี้เราพูดเป็นชั่วโมง ๆ ห้าสตางค์ก็แทบจะไม่ได้,นี่ราคา ๕ สตางค์ ก็แทบจะไม่ได้ ในพุทธกาลมันทองคำอย่างนี้.

.

ฉะนั้นสรุปความแล้ว ถ้าฟังถูกก็เป็นการเพียงพอ พอเกิดตัวกู – ของกู ก็เป็นสังสารวัฏฏ์, พอว่างจากตัวกู - ของกู ก็เป็นนิพพาน, 

แล้วมีสติกั้นการเกิดแห่งสังสารวัฏฏ์ ปล่อยทางเกิดแห่งนิพพานไว้เรื่อย, ทางที่จะเป็นนิพพานไว้เรื่อย,ปิดกั้นทางที่จะเกิดสังสารวัฏฏ์ไว้เรื่อย มันก็ได้นิพพาน, 

.

ระยะที่เป็นนิพพานก็มากขึ้น ๆระยะที่เป็นสังสารวัฏฏ์ก็หดตัวไปเอง หดตัวไปเองน้อยลงไปเอง, 

เรียกว่า… ผอมตายในที่สุด.

.

#พุทธทาสภิกขุ

#ธรรมปาฏิโมกข์_เล่ม_๒  #หน้า_๑๗๑-๑๗๒

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563

การเวียนว่ายตายเกิด พุทธทาสภิกขุ


  #การเวียนว่ายตายเกิด


#ถาม :  เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า อาจารย์ยกเลิก "ชาติ" สำหรับการเวียนว่ายตายเกิด เข้าโลงแล้ว เข้าโลงอีก แล้วมากล่าวว่า "ชาติ" แห่งจิตปัจจุบันในกระแสปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเกิดขึ้นได้มากมายในแต่ละวันๆ นี้ว่า เป็นการนำเอามิจฉาทิฎฐิมาสอนเป็นโมฆธรรม หาสาระมิได้ นี้ท่านอาจารย์ยกเลิกจริงหรือครับ? ทำไมอธิบายอย่างนี้ครับ?

.

#พุทธทาสภิกขุ : นี่ก็คล้ายกับข้อที่แล้วมา ไม่ได้ยกเลิก “ชาติ” ก็จะไปเลิกได้อย่างไร “ชาติ” เกิดจากท้องแม่มันก็เป็นชาติตามธรรมชาติ จะไปยกเลิกได้อย่างไร ให้รู้จักแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ว่า ชาติทางร่างกายทางวัตถุเกิดจากท้องแม่ ที่นี้ชาติทางจิตทางวิญญาณ คือ ความรู้สึกว่าตัวกูของกู ที่เกิดมาจากตัณหาอุปาทาน เกิดอยู่ในใจ นี่ชาติฝ่ายวิญญาณ ก็เป็นชาติชาติหนึ่ง เกิดทุกครั้งที่เกิดตัณหาอุปาทาน วันหนึ่ง เราเกิดตัณหาอุปาทานกี่ครั้ง อ้ายชาติชนิดนั้นจะเกิดเท่านั้นครั้ง

.

แล้วชาติอย่างหนึ่งมันเกิดจากท้องแม่ทีเดียวก็เลิกจนกว่าจะเข้าโลง เลิกไม่มีปัญหา ไม่ทรมานใครด้วย เพราะมันเสร็จไปแล้ว แต่ชาติที่เกิดจากตัณหาอุปาทาน ที่ปรุงแต่ง เมื่อจิตได้รับอารมณ์นี้ ดูเอาเองเถอะ เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที เกิดเวทนาชนิดไหนก็ต้องเป็นทุกข์เพราะเวทนาชนิดนั้น แม้แต่สุขเวทนา มันก็ทรมาน, อยู่ในทุกขเวทนาก็ยิ่งทรมาน ที่ว่า "เกิดทุกข์ เป็นทุกข์ทุกที" นี้หมายถึงเกิดในทางจิตใจในภายใน ด้วยอำนาจของอุปาทาน ทำให้เกิดความยึดมั่นว่า ตัวเราของเราตัวกูของกู ที่เรียกว่า "อหังการะ มะมังการะ มานานุสัย" ทุกคนมีอหังการะ มะมังการะ มานานุสัย คือความเคยชินที่เกิดความยึดถือขึ้นมาว่า กู หรือของกู ทุกคนมี มันก็เกิดเป็นตัวกูของกู ได้ง่าย ได้เร็ว ได้ทุกหนทุกแห่ง และเป็นทุกข์ทุกที นี่เรียกว่า "ชาติ" ในภาษาธรรมเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ นี่เป็นปัญหาเป็นตัวปัญหาที่มันขบกัดเอาเจ็บปวดตลอดวัน ตลอดคืน ส่วนชาติเกิดจากท้องแม่นะมันเสร็จไปแล้ว หมดเรื่องไปแล้ว ไม่ทำพิษทำอันตรายอะไร 

.

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายชาติ ชนิดที่ทำให้เกิดทุกข์อยู่เรื่อยไป แต่ไปดูเอาเอง ถ้ามันมีเวทนาก็จะเกิดตัณหา เมื่อมีตัณหาก็เกิดอุปาทาน เมื่อมีอุปาทาน ก็มีภพชาติ ติดต่อกันไป ไม่ต้องรอ ที่อธิบายไปไว้ชาติอื่น ภพอื่นเป็นหลายชาตินั้น เป็นคำอธิบายชั้นหลัง คำอธิบายผิดๆ ไม่ตรงตามพระพุทธประสงค์ ไปดูตัวหนังสือในพระไตรปิฎกเอง หลายร้อยหรือหลายพันแห่ง ที่มีตัวสูตร ปฏิจจสมุปบาท จะเป็นอย่างนี้ พอเกิดเวทนาที่ยึดถือ ก็จะต้องมีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติทันที ติดต่อกันไป อย่างสายฟ้าแลบ นี้เป็นทุกข์ นี่คือชาติที่เป็นปัญหา เราควรจะสนใจเพื่อจะควบคุมไว้ให้ได้ อย่ามีอวิชชามากระทบอารมณ์ เวทนาก็ไม่ถูกยึดถือ เพราะไม่มีตัวกูไม่มีความรู้สึกนึกคิดยึดถือเป็นตัวกู มันก็ไม่เป็นทุกข์ 

.

ฉะนั้น จึงบอกให้รู้ว่า มีอยู่ ๒ ชาติหรือชาติมีอยู่ ๒ ชนิด ชนิดหนึ่ง หมดปัญหาแล้ว ชนิดหนึ่งกำลังขบกัดเราอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทีนี้ชาติที่เข้าโลง เกิดจากท้องแม่แล้วเข้าโลงมันชาติเดียว ครั้งเดียว คราวเดียว ไม่มีปัญหาอะไร มันเป็นไปตามธรรมชาติ สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็นไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีมนุษย์มันเก่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือมันคิดลึกซึ้ง เกิดตัณหา อุปาทาน แล้วเผาผลาญจิตใจตัวเอง ชาตินี้ต้องระวัง แต่ว่าไม่ได้ยกเลิก ชาติ ชนิดที่เกิดจากท้องแม่แล้วเข้าโลง ก็ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ แต่ขอร้องให้มาสนใจ ชาติที่กำลังขบกัด เคี้ยวกินเราอยู่ทั้งวันทั้งคืนนี่ ควบคุมมันเสียให้ได้ อย่าให้เกิดชาติชนิดที่เป็นทุกข์.

________________________________________

ในโอกาสวันล้ออายุปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้แสดงธรรมในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๔ เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อธรรมบรรยายที่ท่านตอบผู้ข้องใจ หรือ ตอบผู้โจษจ้วงท้วงกล่าวหาท่านที่มีมาในสังคมไทย.